เว็บบอร์ดตำรวจ
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ตุลาคม 22, 2014, 08:34:15

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ค้นหา:     การค้นหาขั้นสูง
ยินดีต้อนรับสู่ เว็บบอร์ดตำรวจ www.siampolice.com ครับ/ค่ะ
259606 กระทู้ ใน 11180 หัวข้อ โดย 86238 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: mahaa
* หน้าแรก หน้าแรก หน้าแรก หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
+  เว็บบอร์ดตำรวจ
|-+  กลุ่ม การสนทนา หรือ ความรู้ตำรวจ
| |-+  บอร์ด ถาม-ตอบ กฏหมายในงานตำรวจ (ผู้ดูแล: somboon51, therd)
| | |-+  การรายงานตนต้องหาคดีแพ่ง
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « previous next »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: การรายงานตนต้องหาคดีแพ่ง  (อ่าน 2771 ครั้ง)
niyom.songthip
ระดับ 1
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


การรายงานตนต้องหาคดีแพ่ง
« เมื่อ: เมษายน 30, 2007, 11:20:15 »

1.ขตร.หญิงคนหนึ่ง ถูกร้องเรียนลักลอบเป็นชู้กับสามีผู้ร้อง ต้นสังกัดได้ดำเนินการตั้งผู้สืบสวนข้อเท็จจริง ปรากฏว่า ผลการสืบสวนไม่มีมูล ผู้สืบสวนมีความเห็นยุติเรือง แต่ในชั้นผู้สั่งให้สืบสวนพิจารณาแล้ว พบว่าผู้ร้องได้ฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีแพ่งฐานเป็นชู้กับสามีตนและเรียกค่าเสียหาย ต่อมาผู้ถูกกล่าวหา(จำเลย)ได้ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งโจทก์ฐานทำเสียชื่อเสียงต่อเกียรติศักดิ์ตำแหน่งหน้าที่ และเรียกค่าเสียหายเช่นกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล
1.1 ผู้สั่งให้สืบสวนจะสั่งยุติเรื่อง ตามความเห็นของผู้สืบสวนได้หรือไม่ หรือรอผลการพิจารณาของศาล
1.2 เมื่อผู้ถูกกล่าวหา (จำเลย)ได้ยื่นคำให้การต่อศาลและฟ้องแย้งโจทก์ไปในคำให้การของจำเลย แสดงว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับหมายศาลแล้วใช่หรือไม่ และต้องรายงานตนต้องหาคดีแพ่งหรือไม่ ตามระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี และถ้าได้รับรายงานต้องหาคดีแพ่งจะต้องเสนอตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยหรือไม่ ประการใด ช่วยให้ความกระจ่างที ขอบคุณมากๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ntt
ระดับ 1
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 48


Re: การรายงานตนต้องหาคดีแพ่ง
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2007, 09:45:42 »

เมื่อบุคคลถูกฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลคดีส่วนแพ่งแล้ว ถือว่าเป็นจำเลยต่อศาลแล้ว ตอนฟ้องโจทก์จะมีคำฟ้องพร้อมสำเนาคำฟ้องมายื่นต่อศาล  เมื่อศาลรับฟ้องแล้วจะเก็บตัวจริงไว้ที่ศาลเพื่อใช้เป็นสำนวนประกอบการพิจาณาคดีและจะออก”หมายเรียก”พร้อมสำเนาคำฟ้องให้เจ้าพนักงานศาลส่งให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาตามคำขอของโจทก์ เพื่อให้จำเลยยื่นคำให้การต่อศาลภายใน 15 วัน  หากไม่พบตัวจำเลยก็จะปิดหมายเรียกไว้ที่บ้านจำเลยตามคำสั่งของศาล

คำตอบข้อที่ 1.2   ถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกของศาลแล้ว และได้ยื่นคำให้การต่อศาลแล้ว พร้อมทั้งจำเลยเดิมก็เป็นโจทก์ในคดีใหม่ยื่นฟ้องโจทก์ในคดีเดิมเป็นจำเลยในคดีใหม่...เป็นคดีที่ 2  ว่าละเมิดทำให้เสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติภูมิ ฯลฯ  ถือว่าเป็นการฟ้องแย้งไปในคำให้การ
----------------------------------------------------------------------------------------------------

ส่วนคำตอบข้อ 1.1   ที่ถามว่า ผู้สั่งให้สืบสวนจะยุติได้หรือไม่   
ผมมีแค่ข้อกฎหมายมาประกอบเท่านั้น  (ขอเน้น  มาตรา ๙๑ วรรคสอง)   ส่วนความเห็นขอสงวนสิทธิเอาไว้ก่อน

มาตรา ๘๔  เมื่อมีการกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัยให้ผู้บังคับบัญชารีบดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงหรือพิจารณาในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยหรือไม่

ในการสืบสวนข้อเท็จจริงให้แจ้งเรื่องที่ถูกกล่าวหาหรือถูกร้องเรียนให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริงภายในเวลาที่กำหนด ถ้าเห็นว่ากรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยให้สั่งยุติเรื่องได้ ถ้าเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๘๕ หรือมาตรา ๘๖ แล้วแต่กรณีทันที



มาตรา ๘๕  เมื่อข้าราชการตำรวจถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงให้ผู้บังคับบัญชานำสำนวนการสืบสวนข้อเท็จจริงตามมาตรา ๘๔ มาพิจารณาสั่งการตามมาตรา ๘๙



มาตรา ๘๖  เมื่อข้าราชการตำรวจถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวน ในการสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา เมื่อดำเนินการแล้ว ถ้าฟ้งได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัย ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๙๐ แล้วแต่กรณี ถ้าฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย ให้สั่งยุติเรื่อง

ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๗๒ หรือผู้บังคับบัญชาอื่นตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. เป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง

ในกรณีที่ข้าราชการตำรวจตำแหน่งต่างกันถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงร่วมกันให้ผู้มีอำนาจสำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่มีตำแหน่งในระดับสูงกว่าเป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา ๑๐๑ และผลการสอบสวนปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการสั่งการตามผลการสอบสวนโดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือดำเนินการสอบสวนใหม่ แต่ทั้งนี้ต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจะระบุหรือไม่ระบุพยานก็ได้ และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วย



มาตรา ๘๗  หลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาเกี่ยวกับการสืบสวน และการสอบสวนที่ต้องดำเนินการตามมาตรา ๘๔ และมาตรา ๘๖ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
มาตรา ๘๘  เมื่อมีเหตุจำเป็นจะต้องกักตัวข้าราชการตำรวจซึ่งถูกกล่าวหาไว้เพื่อประโยชน์ในการสอบสวน เช่น จะหลบหนี หรือจะไปทำร้าย หรือข่มขู่ผู้เสียหายหรือพยาน ให้ผู้บังคับบัญชามีอำนาจกักตัวข้าราชการตำรวจนั้นระหว่างดำเนินการสอบสวนได้เท่าที่จำเป็นแก่การสอบสวน แต่ต้องไม่เกินอำนาจลงโทษกักขังของผู้สั่งกักตัวและต้องไม่เกินสิบห้าวัน

ในกรณีที่ข้าราชการตำรวจตามวรรคหนึ่งถูกลงโทษกักยามหรือกักขังให้หักจำนวนวันที่ถูกกักตัวออกจากระยะเวลากักยามหรือกักขังด้วย และในกรณีที่ถูกลงโทษทัณฑกรรม ให้ถือว่าการถูกกักตัวเป็นการรับโทษสำหรับความผิดนั้นแล้ว



มาตรา ๘๙  ข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง หรือตัดเงินเดือนตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่สำหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ให้ใช้เฉพาะกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยหรือมีเหตุอันควรลดหย่อน ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษทัณฑกรรม

ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าผู้กระทำผิดวินัยควรได้รับโทษสูงกว่าที่ตนมีอำนาจสั่งลงโทษ ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาของตนที่มีอำนาจ เพื่อให้พิจารณาดำเนินการเพื่อลงโทษตามควรแก่กรณี

ในกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้

การลงโทษตามมาตรานี้ ผู้บังคับบัญชาจะมีอำนาจสั่งลงโทษผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาในสถานโทษและอัตราโทษได้เพียงใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.



มาตรา ๙๐  ข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๗๒ สั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลงโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษต่ำกว่าปลดออก

การพิจารณาสั่งลงโทษของผู้มีอำนาจตามมาตรา ๗๒ (๒) (๓) และ (๔) ให้ผู้มีอำนาจดังกล่าวตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองเสนอ โดยคณะกรรมการดังกล่าวอย่างน้อยต้องประกอบด้วยรองหัวหน้าหน่วยงานนั้นทุกคน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

ผู้ถูกลงโทษปลดออกตามมาตรานี้ ให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนว่าผู้นั้นลาออกจากราชการ




มาตรา ๙๑  เมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจผู้ใดแล้ว ให้รายงานการดำเนินการทางวินัยต่อผู้บังคับบัญชาที่มีตำแหน่งเหนือผู้ดำเนินการทางวินัยและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาที่ได้รับรายงานตามวรรคหนึ่งเห็นว่าการยุติเรื่อง การงดโทษหรือการลงโทษเป็นการไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ก็ให้มีอำนาจสั่งลงโทษ เพิ่มโทษเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษที่หนักขึ้น ลดโทษลงเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษที่เบาลง งดโทษโดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนหรือยกโทษให้ถูกต้องหรือเหมาะสมตามควรแก่กรณี ตลอดจนแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในคำสั่งเดิมให้ถูกต้องเหมาะสมได้ด้วย และในกรณีที่เห็นว่าควรดำเนินการอย่างใดเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาให้ได้ความจริงและยุติธรรมก็ให้มีอำนาจดำเนินการหรือสั่งดำเนินการได้ตามควรแก่กรณี โดยการสั่งลงโทษหรือเพิ่มโทษเป็นสถานโทษที่หนักขึ้น ต้องไม่เกินอำนาจของตนตามมาตรา ๘๙ และการเพิ่มอัตราโทษเมื่อรวมกับอัตราโทษเดิมต้องไม่เกินอำนาจนั้นด้วย ถ้าเกินอำนาจของตน ก็ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาของผู้นั้นตามลำดับเพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามควรแก่กรณี ทั้งนี้ ถ้าเห็นว่าการจะสั่งลงโทษหรือเพิ่มโทษนั้นกรณีเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็ให้รายงานต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อให้พิจารณาดำเนินการ

ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษตามมาตรา ๘๙ สั่งยุติเรื่อง หรือสั่งงดโทษข้าราชการตำรวจผู้ใดไปแล้ว แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเห็นว่ากรณีเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือเมื่อได้รับรายงานที่ผู้บังคับบัญชาตามวรรคสองเห็นว่ากรณีเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา ๘๖ แต่ถ้าเป็นกรณีที่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๘๖ ไว้แล้ว ก็ให้ดำเนินการตามมาตรา ๙๐

เมื่อมีกรณีเพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ ให้ผู้สั่งมีคำสั่งใหม่ และในคำสั่งดังกล่าวให้สั่งยกเลิกคำสั่งลงโทษเดิมด้วย พร้อมทั้งระบุวิธีการดำเนินการให้ผู้ถูกลงโทษตามคำสั่งเดิมรับโทษที่เพิ่มขึ้นหรือกลับคืนสู่ฐานะเดิม แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

ป.ล.ท่านเจ้าของกระทู้คงต้องไปดูกฎ ก.ตร.     ว่ามีวิธีการดำเนินการอย่างไร   ให้เข้าไปในเวปไซส์ของกองนิติการละกัน


 



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
« previous next »
กระโดดไป:  

เข้าระบบ  สมัครสมาชิกใหม่  เว็บบอร์ด  ห้องภาพ   เกมส์ 

เว็บบอร์ดตำรวจ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ   ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1   กองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 

Thai Jaidee Dot Com  v CopThailand  Police Cadet 49  Saranair Dot Com  Wine Lover Society Cyperusthailand

อัลบั้มภาพใจดี  BCC 138  Police Cadet 49  3sisbedandbreakfast รำพึงเพลส

Powered by MySQL Powered by PHP
© 2005 Modified by v Cop Thailand.
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!