เว็บบอร์ดตำรวจ
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
สิงหาคม 29, 2014, 06:15:24

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ค้นหา:     การค้นหาขั้นสูง
กรุณา ลงทะเบียน ก่อน เพื่อสามารถใช้งานเว็บไซต์ ได้้ครบทุกฟั่งชั้น หากลงทะเบียนแล้วเข้าระบบ คลิกที่นี่
259405 กระทู้ ใน 11179 หัวข้อ โดย 86238 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: mahaa
* หน้าแรก หน้าแรก หน้าแรก หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
+  เว็บบอร์ดตำรวจ
|-+  กลุ่ม การสนทนา หรือ ความรู้ตำรวจ
| |-+  บอร์ด ถาม-ตอบ กฏหมายในงานตำรวจ (ผู้ดูแล: somboon51, therd)
| | |-+  จรรยาบรรณ พนักงานสอบสวน เรื่องจริง
0 สมาชิก และ 0 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « previous next »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: จรรยาบรรณ พนักงานสอบสวน เรื่องจริง  (อ่าน 2734 ครั้ง)
lamleang
ระดับ 1
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10


จรรยาบรรณ พนักงานสอบสวน เรื่องจริง
« เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2007, 22:27:42 »

รายละเอียดในคดี  ลักทรัพย์ในเคหสถาน เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2550

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2550 เวลาประมาณ 10.30 น.  ขณะที่ ข้าฯ  ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ กองกำกับการ 10 กองบังคับการตำรวจน้ำได้รับโทรศัพท์จาก นางอัญจณา  ซุเซะ  ภรรยาของข้าฯ ว่าได้มีนางนาง บ้านอยู่ตรงข้ามกับ กองกำกับการ 10 กองบังคับการตำรวจน้ำ  ถนนสำราญชายโขงเหนือ  ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร  จังหวัดมุกดาหาร  และนางอมรรัตน์  คำพาธู หรือเจี๊ยบ  บ้านอยู่ บ้านเลขที่  70/5 ถนนสมุทรศักดารักษ์  ตำบลมุกดาหาร  อำเภอเมืองมุกดาหาร  จังหวัดมุกดาหาร  นำคนขับรถสามล้อเครื่องรับจ้างมายกเอาตู้เย็นที่ตั้งอยู่ภายในบ้านของ ข้าฯ ไป  คือบ้านเลขที่ 70/7 ถนนสมุทรศักดารักษ์  ตำบลมุกดาหาร  อำเภอเมืองมุกดาหาร  จังหวัดมุกดาหาร  ซึ่งเป็นบ้านพักข้าราชการ ของ สถานีตำรวจน้ำ 3 กองกำกับการ 10 กองบังคับการตำรวจน้ำ  ที่ข้าฯ รับราชการอยู่  โดยมาที่หน้าบ้านนางนางได้เรียกนางอัญจณา บอกว่า จะมายกเอาตู้เย็นไป แล้วก็พาคนขับรถสามล้อเครื่องรับจ้างเดินเข้ามาในบ้านยกตู้เย็นออกไป  โดยไม่ฟังคำบอกจากนางอัญจณา ฯ เลยว่าต้องรอโทรศัพท์คุยกับข้าฯ ก่อนเพราะข้าฯ เป็นเจ้าของตู้เย็นหลังนี้ ข้าฯ จึงบอกนางอัญจณา  ว่าตู้เย็นในบ้านเป็นของผมจะให้ใครมายกไปไม่ได้ผมไม่มีปัญหาและไม่ยุ่งไม่เกี่ยวกับใครไม่ว่าเรื่องอะไรผมไม่รับรู้อะไรผมทำแต่งานในหน้าที่ก็เหนื่อยมากพออยู่แล้ว  นางอัญจณา ฯ บอกว่าเขาพากันยกตู้เย็นใส่รถสามล้อเครื่องไปแล้ว  ซึ่งขณะนั้นนางอัญจณา อยู่ชั้นบนของบ้านพักได้ร้องตอบลงมาว่า ตู้เย็นเป็นของ ด.ต.ลำเลียง  บุญปก ถ้าจะยกไปจะโทรศัพท์ถามเขาก่อนว่าเขาจะให้ไปหรือไม่  ยังไม่ทันได้รับคำตอบจาก ข้าฯ  พอเดินลงมาจากชั้นบนของบ้านพัก ปรากฏว่าตู้เย็นหายไป โดยนางนาง ได้ให้คนขับรถสามล้อเครื่องบรรทุกกลับไปยังบ้านของนางนาง แล้ว 
ข้าฯ เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการบุกรุกและลักทรัพย์ในเคหสถานซึ่งเป็นสถานที่ของราชการ ข้าฯ จึงบอกให้ นางอัญจณา มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ต.คเชนท์  พันนุมา  พนักงานสอบสวนขณะนั้น  ขณะที่แจ้งความร้องทุกข์ นางอัญจณา ฯ ได้โทรศัพท์มายังข้าฯ อีก บอกว่าพนักงานสอบสวน คือ พ.ต.ต.คเชนท์  พันนุมา  ยังไม่ได้รับแจ้ง บอกให้นางอัญจณา ฯ ว่ากลับไปเอาชื่อและที่อยู่ที่แท้จริงของนางนาง มาก่อน และยังแนะนำให้นางอัญจณา ฯ ว่า เป็นครอบครัวตำรวจด้วยกัน เดี๋ยวผมจะให้เขาเอามาคืนให้  ข้าฯ ได้ฟังแล้วจึงขอคุยโทรศัพท์กับ พ.ต.ต.คเชนท์ ฯ  ว่า การแจ้งความร้องทุกข์ ไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อที่อยู่ที่แท้จริงของผู้ต้องหาหรือผู้กระทำผิดหรอกเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งความร้องทุกข์ที่จะสืบสวน สอบสวน หาพยานหลักฐานเอง ถ้ามันยุ่งยากนักผมจะมาแจ้งความร้องทุกข์เองตอนเลิกงาน
เมื่อเวลาประมาณ  17.00 น. ในวันเดียวกัน ข้าฯ กลับจากที่ทำงานก็พบว่ามีตู้เย็นของข้าฯ ตั้งไว้ที่หน้าบ้านพักเลขที่ 70/7 ถนนสมุทรศักดารักษ์  ตำบลมุกดาหาร  อำเภอเมือง  จังหวัดมุกดาหาร  ซึ่งเป็นบ้านพักของข้าฯ  และข้าฯ ได้สอบถาม จ.ส.ต.ปรีชา  ยางศิลา  ซึ่งพักอยู่บ้านเลขที่ 70/9 ถนนสมุทรศักดารักษ์ ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ขณะอยู่หน้าบ้านพักห้องถัดไปทราบว่าเมื่อเวลาประมาณ   14.00 น.  มีคนขับรถสามล้อเครื่องนำมาตั้งไว้ จ.ส.ต.ปรีชา ฯ  ยังบอกว่าตู้เย็นของใครนำมาจากไหนให้เอากลับไป หลังจากนั้นคนขับรถสามล้อเครื่องได้นำตู้เย็นบรรทุกกลับไป  เวลาประมาณ   15.30 น. คนขับรถสามล้อเครื่องได้นำตู้เย็นหลังดังกล่าวกลับมาตั้งไว้หน้าบ้านพักของข้าฯ อีกครั้ง จนกระทั่งข้าฯ มาพบ
เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ในวันเดียวกัน ข้าฯ จึงได้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ต.คเชนท์  พันนุมา  พนักงานสอบสวน ก่อนสอบคำให้การ  พ.ต.ต.คเชนท์   ฯ ได้พูดว่า เรื่องนี้มันยาวนะ ไม่กลัวเขาร้องเรียนเรื่องของคุณหรือ  เรื่องวินัยเกี่ยวกับคุณ  ข้าฯ ตอบว่า ไม่กลัวเพราะผมไม่ได้ทำผิดอะไร  ทุกเรื่องทุกอย่าง   ไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องทั่ว ๆ ไป  ผมไม่ได้ทำอะไรผิดไม่มีแผลอะไร       และ พ.ต.ต.คเชนท์ ฯ   ยังพูดว่า    คดีนี้มีฎีกาอยู่นะ  ข้าฯ ตอบว่าไม่เป็นไร จากนั้นจึงเริ่มสอบถามและบันทึกคำให้การของข้า ฯ และมีการแก้ไขคำให้การถึง 3 ครั้ง ดังนี้


ครั้งแรกชื่อบิดาของข้าฯ ผิดจาก นายหนูไกล  แก้เป็น นายหนูไกร   
ครั้งที่สอง ข้าฯ ขอเพิ่มเติมคำให้การช่วงรายละเอียดของคดีว่า “ข้าฯ ได้บอกให้นางอัญจณา ฯ มาแจ้งความร้องทุกข์  พ.ต.ต.คเชนท์  พันนุมา  พนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งความ    ได้บอกให้  นางอัญจณา ฯ กลับไปเอาชื่อและที่อยู่ที่แท้จริงของนางนางมาก่อน” และ พ.ต.ต.คเชนท์  ฯ  ยังบอกข้าฯ อีกว่า มันไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดี ข้าฯ ตอบว่าข้าฯ จะให้การตามนี้
ครั้งที่สาม ข้าฯ เห็นว่าพนักงานสอบสวนพิมพ์ผิดไปจากที่ข้าฯ ตอบคำให้การ จน พ.ต.ต.คเชนท์ ฯ พูดขึ้นว่าผมเป็นพนักงานสอบสวนมีหน้าที่สอบสวนคุณนะ และผมจึงตอบว่า ผมก็มีหน้าที่ตอบคำให้การ ผมตอบอย่างไรคุณก็ต้องบันทึกไปอย่างนั้นสิ จากนั้นจึงให้ ข้าฯ แก้เองโดยใช้ปากกาจากบนโต๊ะของพนักงานสอบสวนแก้ ตามที่ปรากฏในสำนวนคำให้การ

และในวันที่ 13 กรกฎาคม 2550 ทาง สภ.อ.ที่กระผมไปแจ้งความร้องทุกข์ ได้มีหนังสือมาถึง สถานีตำรวจที่กระผม รับราชการอยู่  ขอให้ตรวจสอบประวัติกระผม ขั้นตอนนี้ผู้บังคับบัญชาของกระผมยังไม่ได้รับทราบแต่อย่างใด
กระผม ด.ต.ชั้นประทวน  จึงใคร่ขอคำชี้แนะจากท่านผู้ใหญ่ และผู้รู้ทั้งหลายว่าพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เล่ามา ใครทำถูกหรือทำผิด และจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวนสอนให้ประพฤติเยี่ยงนี้หรือครับ

หรือจะให้กระผมต่อสู้กับพนักงานสอบสวนผู้นี้ โดยฟ้อง เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ป.อาญา ม.157 ครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
somboon51
Moderator
ระดับ 5
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3404



Re: จรรยาบรรณ พนักงานสอบสวน เรื่องจริง
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2007, 02:11:20 »

ขออนุญาตเข้ามาตอบครับ เนื่องจากครั้งหนึ่งผมเคยรับราชการตำรวจอยู่ที่กองบังคับการตำรวจน้ำ ก่อนที่จะไปสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จบออกมาผมก็ไปเป็นพนักงานสอบสวนอยู่ที่ ผ.2 กก.1 รน.(ตำรวจท่าเรือ) ถือได้ว่าเป็นลูกหม้อคนหนึ่งของตำรวจน้ำ
        ข้อ 1.  การที่พนักงานสอบสวนยังไม่รับแจ้ง แต่ขอให้กลับไปถามชื่อและที่อยู่ของนางนางก่อน เนืองจากเกี่ยวข้องกับการออกหมายเรียกหรือหมายจับ ที่พนักงานสอบสวนจะต้องออกหมายเรียกผู้ต้องหาหรือหมายจับผู้ต้องหา จึงจำเป็นที่จะต้องทราบชื่อจริงนามสกุลจริง และที่อยู่ของผู้ต้องหา  ทางฝ่ายผู้เสียหายรู้จักตัว รู้จักชื่อ และที่อยู่ของผู้ต้องหา มีความใกล้ชิดกับผู้ต้องหาซึ่งอยู่ละแวกใกล้เคียงกัน จึงเป็นไปได้ที่พนักงานสอบสวนจะให้ผู้เสียหายไปจดชื่อที่อยู่มาแจ้งพนักงานสอบสวน  จริงอยู่ครับในการร้องทุกข์แจ้งความไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อที่อยู่ของผู้ต้องหา  และเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องสืบสวน สอบสวน หาพยานหลักฐานเอง แต่นั้นหมายถึงพนักงานสอบสวนจะต้องเสียเวลาที่ต้องไปสืบสวน สอบสวนในภายหลัง ซึ่งก็คงจะเกิดความล่าช้า และยิ่งยากกว่าที่จะให้ผู้เสียหายไปถามชื่อที่อยู่ของผู้ต้องหาแล้วมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน  และนั่นน่าจะหมายถึงกรณีที่ผู้เสียหายไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด ไม่รู้ชื่อและที่อยู่ของผู้กระทำผิด ในการสอบปากคำหากพนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ไว้แต่แรก ก็จะได้เฉพาะชื่อนางนาง ไม่ทราบนามสกุล และได้ที่อยู่คร่าวๆ ว่าเป็นผู้กระทำผิด  ต่อมาภายหลังก็ต้องเรียกผู้เสียหายมาสอบสวนเพิ่มเติมให้ปรากฎชื่อนามสกุลจริงและที่อยู่ของผู้กระทำผิดในภายหลังอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะออกหมายเรียกหรือหมายจับ ในความเห็นของผม พนักงานสอบสวนมิได้ปฏิเสธที่จะไม่รับคำร้องทุกข์หรือไม่รับคดี จึงยังไม่มีความผิดใดๆ ครับ 
       ข้อ 2.ในเรื่องคำให้การของผู้เสียหาย สาระสำคัญคงอยู่ที่รายละเอียดเกี่ยวกับคดี เป็นต้นว่ใครเป็นผู้กระทำผิด มีพฤติการณ์ในการกระทำผิดอย่างไร วัน เวลา ที่เกิดเหตุ มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์อย่างไร ประเด็นที่คุณให้พนักงานสอบสวนเพิ่มเติม ในความเห็นของผม ถือว่ามิใช่สาระสำคัญเกี่ยวกับรายละเอียดในคดี พนักงานสอบสวนจึงไม่จำเป็นที่จะพิมพ์ข้อความหรือถ้อยคำที่คุณต้องการให้เขาพิมพ์ลงไป และถือว่าไม่ละเว้นแต่อย่างใดครับ
       ข้อ 3. ในเรื่องคดี ผมคิดว่า คุณน่าจะมีปัญหาส่วนตัวกับคู่กรณีมาก่อนเกียวกับเรื่องเงินทอง หรือหนี้สินอะไรบางอย่าง ซึ่งคุณไม่ได้เล่ารายละเอียดมา  คงไม่มีใครที่จู่ๆ จะกล้าเข้าไปยกตู้เย็น เข้าไปลักทรัพย์ในสถานที่ราชการครับ ยิ่งเป็นคนที่รู้จักมักคุ้นและเป็นครอบครัวตำรวจเหมือนกันด้วยแล้ว คู่กรณีจึงอาจจะมีมูลเหตุหรืออ้างเหตุผลที่มายกตู้เย็นดังกล่าวไป
       การกระทำของพนักงานสอบสวนคนดังกล่าว จึงยังไม่อาจชี้วัดได้ว่า ไม่มีจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวนและไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะกล่าวหาพนักงานสอบสวนว่าเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ป.อาญา ม.157 ได้ครับ

                                                                cool
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยศถาบรรดาศักดิ์อยู่ข้างหน้า     จะไขว่คว้าขว้างทิ้งหรือชิงหนี
เจ้าจงคิดตริตรองดูให้ดี            เศษธุลีละอองดาวเจ้าเลือกเอง
lamleang
ระดับ 1
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10


Re: จรรยาบรรณ พนักงานสอบสวน เรื่องจริง
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2007, 08:19:30 »

ขอบพระคุณนะครับที่กรุณาให้คำตอบ
และขอความชัดเจนอีกครั้งนะครับมี    ประเด็น  ดังนี้
1. นางอัญจณา ได้ยืมเงินของนางนางไป โดยกระผมไม่ทราบไม่รู้เรื่องมาก่อน นางนางได้มาพบกระผมขอคุยเรื่องนี้ กระผมบอกว่าไม่รู้เรื่องด้วยตอนที่กู้ยืมเงินกันทำไมไม่บอกให้ผมทราบ ผมไม่รับรู้อะไรหรอก ถ้าอยากได้คืนก็ฟ้องร้องกันเอาเองนะ นางนางได้ตอบว่าไม่ฟ้องหรอกเงินแค่นี้
2. นางนางเป็นภรรยาของ ตำรวจที่ประจำอยู่ สน.มุกดาหาร ที่กระผมไปแจ้งความร้องทุกข์   ส่วนนางอัญจณา เป็นภรรยา ของกระผมซื่งรับราชการตำรวจน้ำอยู่มุกดาหาร คนละหน่วยงานกัน
3.พฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งการประกอบอาชีพของนางนาง ก็ให้สืบสวนดูบ้าง
4. ตู้เย็นเป็นของกระผม ที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 2548 ไม่ใช่ของภรรยากระผม ถึงจะถือว่าเป็นทรัพย์สินได้มาระหว่างอยู่กินด้วยกัน ก็ทำไมไม่รอบคุยโทรศัพท์จากผมก่อนที่จะทำอะไร
5. นางอัญจณา ไม่รู้ซื่อ ที่อยู่ของนางนาง  เพราะเพิ่งย้ายมาอยู่กับกระผมที่ย้ายมารับราชการที่มุกดาหารตั้งแต่มี 2548  และอีกอย่างจะอ้างว่าทำให้เสียเวลาของพนักงานสอบสวนที่จะรับแจ้งความไม่ได้  เพราะตำรวจทั้ง สน. ก็รู้ดี พนักงานสอบสวนถามตำรวจคนไหนก็ได้ใน สน.เดียวกันหรือแม้กระทั่งถามสามีของนางนาง ที่รับราชการอยู่ด้วยกันมาถามก็ยังได้  ไม่ใช่ให้นางอัญจณากลับไปเอง เพราะผมเชื่อว่าไม่มีใครหรอกในประเทศไทยจะบอกชื่อที่อยู่ที่แท้จริงให้ผ่ายหนึ่งที่จะแจ้งความร้องทุกข์เอาผิดกับตัวเอง และให้ความร่วมมือด้วยดี งั้นสิ่งของพยานหลักฐานต่าง ๆ จะไปเอาจะต้องขอหมายศาลหรือหมายเรียกจากพนักงานสอบสวนทำไม
6. แล้วพนักงานสอบสวนจะมีหนังสือมาสอบประวัติกระผมไปทำไม เมื่อกระผมเป็นฝ่ายผู้เสียหาย และเรียกสอบคำให้การได้ทุกเวลาอยู่แล้ว
7. นำฎีกามาให้ผมดูทำไม
8. พูดทำไมตำรวจด้วยกัน
9. พนักงานสอบสวนแนะนำให้ฝ่ายผู้ต้องหาเอาตู้เย็นมาคืนเพื่ออะไร
ขอความกรุณาท่านผู้รู้แสดงความคิดเห็นและตอบให้กระจ่างเพื่อเป็นวิทยาทานด้วยครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เสรีชน
ระดับ 5
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 517

บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ


Re: จรรยาบรรณ พนักงานสอบสวน เรื่องจริง
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2007, 10:13:06 »

ผมเห็นด้วยกับความเห็นของคุณ  somboon51 นะครับแต่บางกรณีอาจจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เช่นคำว่าเสียเวลานั้น หมายถึง คดีของคุณจะใช้เวลาที่ล่าช้าจนคุณไม่พอใจ ถ้าอะไรที่มันช่วยเหลือ พงส.ได้ มันก็จะเร็วขึ้น และขอแสดงความเห็นตอบข้อสงสัยเป็นข้อๆ ดังนี้นะครับ
1.,2.,3.,เป็นประโยคบอกเล่า จึงไม่มีคำตอบ
4.อาจจะเป็นเพราะการเข้าใจว่าเป็นสินสมรส ผัวเมียก็คงจะใช้เงินร่วมกันจะกระเป๋าซ้ายหรือกระเป๋าขวา มันก็ใช้ในครอบครัวเดียวกัน แม้จะไม่รู้หรือรับทราบ ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เงินที่ได้กู้ยืมมามันก็สามารถช่วยแบ่งเราภาระในครอบครัวได้
5.ต่อให้ ตำรวจรู้กันทั้ง สน.ว่า ใครเป็นคนเอาตู้เย็นไป แต่ผู้ที่จะมาให้การพยานต้องเป็นคนระบุและยืนยันด้วยตนเอง แม้ พงส.จะคัดเลขบัตร และมีรูปถ่าย ผู้ให้การเป็นพยานผู้เสียหายที่เห็นเหตุการณ์ต้องมายืนยันว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันในรูป มิใช่ ให้ พงส.เป็นผู้ยืนยันหรือให้ศาลเป็นผู้ยืนยัน อันนี้ท่านต้องทำความเข้าใจนะครับ ว่าในเรื่องการสอบสวนนั้นต้องใช้ความละเอียดและถูกต้อง มิฉะนั้นแล้ว หากพยานให้การในภายหลังว่า ไม่ใช่บุคคล คนเดียวกัน กับ ที่ พงส.ได้ชื่อ ได้รูปมา มันจะทำให้คดีเปลี่ยน
6.ไม่ทราบครับ
7.ฎีกาดังกล่าว ที่ พงส.กล่าวถึงนั้น ผมเข้าใจว่า มันเป็นฎีกาที่เก่าๆ และสามารถใช้กับคนในยุคสมัยนั้นครับ แต่ในสมัยปัจจุบันผมเห็นว่า มันใช้ได้เป็นบางกรณีเท่านั้น ซึ่งต้องพิจารณา ถึง จำนวนเงินที่กู้ยืมมากับทรัพย์สินที่เอาไปสมน้ำสมเนื้อกันหรือไม่ และการศึกษาของผู้กระทำว่ามีการศึกษาเพียงใด ถ้าจบระดิบปริญญาตรีละซวยแน่ สังคมของผู้กระทำยิ่งอยู่ในสังคมของนักกฎหมายจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้เพราะก่อนที่จะทำก็ควรจะปรึกษาผู้อยู่ในสังคมด้วย มิฉะนั้นแล้ว ต่อไป ถ้าเอกชนจัดการกันเองได้ มิความวุ่นวาย ความเดือดร้อน จะตามมา  แม้การกู้ยืมเงินเป็นกฎหมายเอกชน แต่การบังคับคดีต้องใช้กฎหมายมหาชน แต่ฎีกาดังกล่าวเป็นการเรื่องการสำคัญผิด คิดว่าทำได้ จึงได้กระทำลงไป แต่ปัจจุบันนี้แทบจะใช้ไม่ได้แล้ว หรือใช้ไม่ได้เลยก็ว่าได้ (ลองหาอ่านดูความเห็นแย้ง ของ อ.จิตติ ติงศภัทริย์)
8.ก็คงไม่อยากจะให้มีความแตกแยกในองอ์กร ละมั้งครับ
9.ถ้าเขาเอามาคืนก็เป็นการแสดงเจตนาว่า เป็นการสำคัญผิดคิดว่าทำได้นะสิครับ หากมีการดำเนินคดีฟ้องร้องกันจริงๆ ศาลท่านสามารถใช้ดุลพินิจว่า การกระทำความผิดดังกล่าวเป็นการสำคัญผิด แม้จะเป็นความผิดแต่อาจไม่ต้องรับโทษ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
therd
Moderator
ระดับ 4
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 492

The Patriot is the meaning of my name.


Re: จรรยาบรรณ พนักงานสอบสวน เรื่องจริง
« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2007, 00:32:47 »

พนักงานสอบสวน  ด้านหนึ่งก็คือคุ้มครองสิทธิของประชาชน  อีกด้านหนึ่งก็คือประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมนะครับ
   คือถ้าเป็นคดีที่เป็นเรื่องที่ไกล่เกลี่ยได้ ก็คงไกล่เกลี่ยกันไปก่อนนะครับ  โดยยังคงไม่ต้องพิจารณาว่าเข้าองค์ประกอบความผิดหรือไม่นะครับ

อยากให้คุณลองคิดดูนะครับ  การกู้ยืมเงินแล้วเอาทรัพย์สินไป ก็เป็นเรื่องที่มีปัญหากันมาก  ถ้าตำรวจต้องทำคดีลักษณะนี้กันเป็นประจำร้อยเวรก็คงไม่มีเวลาไปทำเรื่องที่มันเป็นอาชญากรรมจริงๆ  เพื่อให้สร้างประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมนะครับ

    ถ้าคุณยืนยันร้องทุกข์จริงๆ  ร้อยเวรก็คงต้องทำสำนวนว่าไปตามกระบวนการนะครับ ส่วนความเห็นทางคดีก็คงจะว่ากันไปตามดุลยพินิจนะครับ  กรณีของคุณพนักงานสอบสวนก็คงจะพยายามไกล่เกลี่ยก่อนนะครับ  ในกรณีที่ความผิดอาญายังไม่ชัดเจนนะครับ  แต่ถ้าคุณยืนยันจริง  ร้อยเวรก็ต้องรับคดี  แต่ร้อยเวรก็มีอำนาจตามระเบียบเกี่ยวกับคดีที่จะต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้ปรากฎว่ามีความผิดชัดแจ้งนะครับ

    ต่อไปคงจะมีปัญหาเรื่องอย่างนี้น้อยลง  เพราะได้ข่าวว่าจะให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจไกล่เกลี่ยได้เช่ยเดียวกับศาล  คดีจะไม่ได้มีปริมาณมากนะครับ  ในคดีที่มีอัตราโทษเล็กๆ  น้อย ๆ
    ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับ 

    ส่วนประเด็นที่พนักงานสอบสวนทำหนังสือมาสอบถามประวัติก็อยู่ในอำนาจพนักงานสอบสวนที่จะกระทำได้นะครับ  เพราะว่าสามารถรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดได้  นะครับ  แต่ถ้าเราไม่ประสงค์จะให้ก็ลองทำบันทึกเสนอหน่วยงานไปก็ได้ครับ  ว่าเจ้าตัวไม่สมัครใจให้ข้อมูล  ซึ่งอาจอยู่ในดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาว่าควรจะให้ได้หรือไม่

    ขอให้แก้ไขปัญหาเรื่องต่างๆ  ไปได้ด้วยดีนะครับ 
   ร.ต.อ.เทิดสยามฯ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Liverpool is my heart, but she is my girl.
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
« previous next »
กระโดดไป:  

เข้าระบบ  สมัครสมาชิกใหม่  เว็บบอร์ด  ห้องภาพ   เกมส์ 

เว็บบอร์ดตำรวจ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ   ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1   กองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 

Thai Jaidee Dot Com  v CopThailand  Police Cadet 49  Saranair Dot Com  Wine Lover Society Cyperusthailand

อัลบั้มภาพใจดี  BCC 138  Police Cadet 49  3sisbedandbreakfast รำพึงเพลส

Powered by MySQL Powered by PHP
© 2005 Modified by v Cop Thailand.
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!