เว็บบอร์ดตำรวจ
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ตุลาคม 02, 2014, 09:20:21

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ค้นหา:     การค้นหาขั้นสูง
ยินดีต้อนรับสู่ เว็บบอร์ดตำรวจ www.siampolice.com ครับ/ค่ะ
259534 กระทู้ ใน 11180 หัวข้อ โดย 86238 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: mahaa
* หน้าแรก หน้าแรก หน้าแรก หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
+  เว็บบอร์ดตำรวจ
|-+  กลุ่ม การสนทนา หรือ ความรู้ตำรวจ
| |-+  บอร์ด เทคโนโลยีสารสนเทศ (ผู้ดูแล: v Cop, Kronchanok V)
| | |-+  RAID คือ อะไร ทำอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ?
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « previous next »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: RAID คือ อะไร ทำอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ?  (อ่าน 11907 ครั้ง)
v Cop
Moderator
ระดับ 5
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1684


www.policecadet49.com


เว็บไซต์
RAID คือ อะไร ทำอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ?
« เมื่อ: ธันวาคม 14, 2005, 12:43:37 »

embarassedพี่ครับ ผมอยากศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ เทคโนโลยีเกี่ยวกับ RAID
วิธีการ และขั้นตอนการทำ ครับ
เพราะ ระบบสายโทรศัพท์หน่วยผม มีปัญหาช้ามาก แก้ไขไม่ได้ (ระยะทางสายยาวมากกว่า 1 กม.)
เลยจะปรับแต่งเครื่องให้เร็วขึ้น ครับ (ที่สำคัญเห็นว่าราคาประหยัดด้วย ครับ)
เผื่อจะชดเชย กันได้บ้าง
คงต้องรบกวนขอคำแนะนำ จากพี่ด้วย ครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ

-----------------------------------------------

ผมขออนุญาต สรุป ดังนี้  (หากเพื่อนๆ สมาชิกท่านใด จะช่วยตอบขอเรียนเชิญช่วยกันนะครับ)


การ Setup RAID  CARDของ Promise

 
RAID ย่อมาจาก Redundant Array of Independent Disks
ความหมาย : คือการนำเอาฮาร์ดดิสก์หลายๆ ตัว มาเชื่อมต่อกันผ่านตัว Controller แทนการใชไดร์ฟเดียวตัวเพื่อช่วยให้การเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านและเขียนข้อมูล หรือเพื่อช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในการเก็บซึ่งเป็นวิธีการที่มีความน่าเชื่อถือได้มาก

ขั้นตอนการ SETUP RAID CONTROLLER

ขั้นแรก กด CTRL + F ตอนที่เครื่องบูต BIOS ของ Raid ตอนที่ขึ้นข้อความ"Press CTRL+F to enter fast build utility"เพื่อเข้าไปทำการ Set RAID




ขั้นสอง เลือกข้อ 1. Auto setup หรือ ข้อ 3 เพื่อ set RAID



ขั้นสาม เลือก RAID ที่ต้องการ (Performance/Security) โดยกด TAB



ขั้นสี่ แล้วกด CTRL+Y เพื่อเซฟ แล้วรีบูต



ขั้นห้า เรียบร้อยแล้ว อย่าลืมลง Driver ตอนลง Windows ด้วย (Windows Xp ก้ต้องลงดว้ย)



ภาพของ BIOS เมื่อเรา Setup RAID เรียบร้อยแล้ว


 smiley
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 14, 2005, 12:53:05 โดย vcop » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า



พันตำรวจโท วีรนิสภ์  รุมแสง ยินดีรับใช้ทุกท่าน ด้วยความเต็มใจ ครับ
v Cop
Moderator
ระดับ 5
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1684


www.policecadet49.com


เว็บไซต์
Re: RAID คือ อะไร ทำอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ?
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2005, 12:49:12 »

วิธีการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ในการจัดเก็บข้อมูล จำนวนมหาศาล ให้สามารถ บริการผู้ใช้เครือข่าย ได้อย่างทั่วถึงนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการ ต่อเชื่อม ดิสก์จัดเก็บข้อมูลขึ้นมาเป็นระบบ ซึ่งมีชื่อเรียกว่าระบบ RAID RAID ย่อมาจากคำว่า Redundant Array of Independent Disks เป็นวิธีการเก็บข้อมูลให้กระจายไปในดิสก์หลายๆ ตัวเพื่อช่วยให้การเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านและเขียนข้อมูล หรือเพื่อช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในการเก็บข้อมูล หรือทั้งสองอย่าง คำจำกัดความของ RAID คือ เทคโนโลยีของหน่วยเก็บข้อมูลที่ใช้เพื่อปรับปรุงระบบให้มีความสามารถในการประมวลผลเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูล เทคโนโลยีดังกล่าวจะออกแบบเพื่อให้ระบบการจัดเก็บข้อมูลแบบอะเรย์มีความเชื่อถือได้ และเพื่อใช้ข้อดีของการนำประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มฮาร์ดดิสก์เข้าไปในระบบหลายๆ ตัวเข้ามาใช้งาน นี่เขียนแบบวิชาการต้องแบบนั้น แต่อ่านไม่รู้เรื่องเลย แปลง่ายๆ คือ ฮาร์ดดิสก์ที่ต่อกันเป็นสมาชิกของอะเรย์ (แบบเดียวกับทางคณิตศาสตร์ เรื่องของ อะเรย์) แล้วทำอย่างไรให้ทำงานได้น่าเชื่อถือ แล้วการมีฮาร์ดดิสก์หลายๆ ตัว และให้เขียนและอ่านหลายๆ ตัว พร้อมๆ กัน จะได้ประสิทธิภาพดีกว่าเขียนและอ่านตัวเดียว ซึ่งต้อง "รอ" ให้การเขียนเสร็จสิ้นเป็นคราวๆ ถึงจะเริ่มเขียนใหม่ได้     
     
จุดประสงค์เบื้องต้นของ RAID

   
          ในปัจจุบันนั้นแม้ CPU จะมีความเร็วที่สูงขึ้นมาก แต่การที่ระบบคอมพิวเตอร์จะมีความเร็วสูงจริงๆ จะต้องประกอบไปด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ดีพอๆกัน รวมถึงระบบปฏิบัติการหรือ OS ด้วย และอุปกรณ์ที่ถือว่าเป็นตัวถ่วงความเร็วของระบบคอมพิวเตอร์ตลอดมาก็คือ ฮาร์ดดิสก์ เพราะข้อมูลโปรแกรมที่เราใช้ส่วนใหญ่จะเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ โดยการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างฮาร์ดดิสก์ กับหน่วยความจำนี้เองที่ทำให้ระบบถูกถ่วงช้าลงกว่าที่ควรจะเป็น แม้ปัจุจบันฮาร์ดิสก์จะมีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลถึง 133 Mb/S แต่เมื่อเทียบกับหน่วยความจำรุ่นใหม่ๆ แล้วก็ยังห่างกันมาก ดังนั้นหากเราต้องการให้คอมพิวเตอร์มีความเร็วสูงจริงๆเราต้อง มีฮาร์ดอิสก์ที่สามารถโอนถ่ายข้อมูลได้อย่างรวดเร็วด้วย ในสมัยแรกเริ่ม การรวบรวมเอาดิสก์ขนาดเล็กและ ราคาไม่แพงมาต่อเข้าด้วยกันเพื่อให้มีขนาดและความสามารถทดแทนเหมือนดิสก์ขนาดใหญ่ที่มีราคาแพงๆ ได้ ในปัจจุบันดิสก์ถูกใช้ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ (reliability) ของระบบเนื่องจากดิสก์ขนาดใหญ่ขึ้นและราคาไม่แพง    
     
ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ RAID



ระบบ RAID จะประกอบไปด้วย Hard disk หลายๆ ตัวรวมเป็นระบบ RAID ย่อยๆ 1 ระบบ แต่ Drive เหล่านั่น กลับถูกเก็บซ่อนจากผู้ใช้ เสมือนหนึ่งว่า คือ Hard disk เพียง Drive เดียว ดังนั้น จึงสามารถขยายความจุได้อย่างมหาศาล ถึงกว่า 1,000 GB ซึ่งตัว Drive เสมือนนี้ จะถูกสร้างและควบคุมโดยระบบปฏิบัติการ ซึ่งได้มีการติดตั้งโปรแกรมจัดการ RAID มาไว้ในตัว ตัวซอฟต์แวร์ ไม่ได้จัดการเฉพาะสร้างตัว Drive เสมือนเท่านั้น แต่มันยัง คอยควบคุมการเข้าถึง Drive เหล่านี้ว่าจะเข้าถึงด้วยเส้นทาง และวิธีใดจึงจะเหมาะสม และรวดเร็วที่สุด ระบบ RAID จะสามารถตั้งค่าได้หลากหลายค่าเพื่อประสิทธิภาพ ที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ในเรื่องของ ความจุสูงสุด,หรือแม้กระทั่ง ความทนทานต่อความผิดพลาด ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจหลักฮาร์ดแวร์ก่อน นั่นคือ การที่จะรวมเอาฮาร์ดดิสก์หลายๆ ตัวมาไว้ได้นั้น เราจะต้องพึ่งพา ตัว RAID Controller Board ที่จะทำหน้าที่เป็นเสมือน โครงข่ายหลัก ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง และยังเป็นช่องสำหรับใส่ Disc เข้าไว้อีกด้วย มันไม่ได้พึ่งพาเฉพาะ คำสั่งในการ input/output ในการระบุตำแหน่งของ Drive ต่างๆ ในช่องใส่เท่านั้น แต่มันยังทำหน้าที่ให้ แต่ละ drive ย่อยๆ เหล่านี้เป็นอิสระต่อกัน นั่นหมายความว่า จะช่วยให้มันสามารถ ถอดเปลี่ยน หรือเคลื่อนย้าย Drive เหล่านี้ให้ราบรื่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ตัว controller ยังคอยดูแลความมั่นคง ในการทำงาน ของ Drive แต่ละตัว หากพบปัญหา ว่า Drive ตัวไหนมีโอกาสได้รับความเสียหาย ยังสามารถโอนย้ายข้อมูลที่มีความเสี่ยงเหล่านั้น ไปอยู่ใน Drive อื่นที่ปลอดภัยกว่า เพื่อป้องกันปัญหา ข้อมูลสูญหาย ( เราเรียกระบบนี้ว่า ความทนทานต่อความเสียหาย หรือ Fault Tolerance ) และต่อไปนี้ คือคำอธิบายถึง ระดับของ RAID ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการทำงานที่แตกต่างกัน     
     
ความเป็นมา

   
          ในปี 1987 Patterson, Gibson และ Katz ซึ่งทำงานที่ University of California Berkeley ได้พิมพ์บทความเกี่ยวกับ A Case for Redundant Arrays of Inexpensive Disks (RAID) โดยกล่าวถึงชนิดของดิสก์อะเรย์ประเภทต่างๆ โดยเรียกชื่อย่อๆว่า RAID หลักการพื้นฐานของ RAID มาจากแนวคิดที่ว่า เมื่อเอาดิสก์ที่มีความจุน้อยหลายๆตัวมารวมกัน ประสิทธิภาพที่ได้จากการใช้งานจะมากกว่าใช้ดิสก์ขนาดใหญ่เพียงตัวเดียว โดยเมื่อเอาดิสก์มารวมกันแล้วคอมพิวเตอร์จะต้องเห็นว่าเป็นดิสก์ขนาดใหญ่ตัวเดียว (เป็น Logical Drive) ครั้นต่อมา RAID ก็เปลี่ยนคำจำกัดความเป็น Redundant Array of independent disks คือ ระบบเผื่อแบบอะเรย์ของดิสก์ที่เป็นอิสระต่อกัน คือ การนำฮาร์ดดิสก์หลายๆ ตัวมาต่อกัน เช่น 5 ตัว ข้อดีคือ ได้ความจุเพิ่มขึ้น แต่ถ้าตัวใดตัวหนึ่งพังก็จะเสียข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ตัวนั้นไป แต่จะป้องกันได้มากกว่า ถ้าหากเพิ่มฮาร์ดดิสก์เข้าไป 3 ตัว แล้วใช้ระบบการจัดแบ่งเก็บข้อมูลในแต่ละตัว แต่ละตัว พร้อมกันแต่ในแต่ละตัวก็มีข้อมูลที่ซ้ำกัน หรือมีการเก็บ Parity ของอีกตัวไว้ ถ้าเกิดเกิดพังไป ข้อมูลในตัวที่พังก็ยังคงมีเก็บ "สำรองเผื่อเสีย" ไว้ การแก้ไขทำได้โดยเปลี่ยนฮารด์ดิสก์ แล้วถ่าย ข้อมูลที่ฮาร์ดดิสก์ตัวที่พังไปที่ฝากไว้กับฮาร์ดดิสก์ตัวอื่นมาลง ทำให้สมบูรณ์แบบ ทั้งหมดนั้นเรียกว่าระบบ Fault Tolerance ก็คือ"ระบบที่คงทนต่อความเสียหาย" คือ แทนที่ว่าฮาร์ดดิสก์พังไปตัวหนึ่งก็ต้อง "Down" เซิร์ฟเวอร์ ทำให้ระบบต้องหยุดชะงัก เพื่อป้องกันความเสียหายดังกล่าว จะต้องสร้างระบบให้คงทนต่อความเสียหาย ฮาร์ดดิสก์พังไปแล้วหนึ่งตัว ระบบยังทำงานต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยวิธีการนี้ จะต้องใช้ RAID ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้าง "ดิสก์ที่คงทนต่อความเสียหาย"
     ปัจจุบันการนำ RAID มาใช้งานนั้น เกี่ยวกับเซิร์ฟเวอร์เป็นส่วนใหญ่ เมื่อระบบเครือข่ายถูกพัฒนาขึ้นใช้ ความสำคัญของหน่วยเก็บข้อมูล (Storage System) ก็ทวีความสำคัญขึ้น เพราะในเซิร์ฟเวอร์นั้น ถ้าหากว่าฮาร์ดดิสก์ชำรุด ใช้งานไม่ได้ นอกจากจะสูญเสียข้อมูลที่เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ไปทั้งหมดแล้ว ยังจะต้องเสียเวลาเพื่อรอให้การซ่อมแซมแล้วเสร็จ ซึ่งหมายถึงการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ    
     


รูปแบบของ RAID


RAID ระดับ 0



ภาพแสดง RAID 0
   
          การตั้งค่าการกำหนดประสิทธิภาพของ ระบบ RAID โดยเริ่มตั้งแต่ระบบ RAID ระดับ 0 เรื่อยไปเป็น 1, 2, 3, 4 และ 5 ตัวเลขเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับ ประสิทธิภาพ , ความสามารถ ในการเขียนข้อมูลซ้ำ ๆ ( การสำรองข้อมูล ) และสิ่งที่ระบบ Host นั้นๆ ต้องการ โดยในการจัดการระดับของ RAID นี้จะขึ้นอยู่กับ software ที่จะอาศัยการตั้งค่า การทำงานต่างๆ เพื่อให้รองรับระดับต่างๆ นี้ได้ แต่เดิมนั้น RAID แบ่งออกเป็น 5 แบบ คือ RAID-1 ถึง RAID-5 แต่ปัจจุบันมีผู้ทำการเพิ่มเติม RAID-0 และ RAID ชนิดอื่นขึ้นมาอีกคุณสมบัติของRAIDแต่ละชนิด
     RAID ระดับ 0 มุ่งเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูล เป็นสำคัญ แต่มีข้อเสียตรงที่ ไม่สามารถแก้ไขข้อบกพร่อง ของระบบในกรณี ที่เกิดการขัดข้องขึ้น ทำให้ข้อมูลอาจจะสูญหายไปได้ ( ไม่แก้ปัญหา Fault Tolerance ) ระบบ RAID O นี้ มีรูปแบบการทำงาน ที่เรียกว่า "striping" หรือ "แถบ" เนื่องจาก ระบบระบบ RAID 0 นี้ มีการจัดการ กับข้อมูลเป็นแนวยาว ในลักษณะของแถบ (ไม่ได้กระจายไปทั่ว อย่างระบบอื่น) ตัวอย่างเช่น สมมุติว่า ระบบ RAID 0 นั้นประกอบด้วย ดิสก์ 4 ตัว ต่อเชื่อมกัน แถบที่ 0, 1, 2 และ 3 ก็จะถูกจัดสรรออกไป ให้ดิสก์ที่ 0, 1, 2 และ 3 ตามลำดับ และสำหรับแถบต่อจากนั้น คือ แถบ 4, 5, 6, 7 ฯลฯ ก็จะหมุนวน สลับกลับไปที่ ดิสก์ตัวที่ 0 (แถบที่ 4), ดิสก์ตัวที่1 (แถบ5). ดิสก์ตัวที่ 2 (แถบ6), ดิสก์ตัวที่3 (แถบ7) ซึ่งปรากฏการ์นี้ จะเกิดหมุนเวียนกันไปเรื่อย จนกว่าข้อมูลจะหมดไป ในแต่ละชุด ๆ สาเหตุที่ ระบบ RAID 0 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ในการใช้งานข้อมูลคอมพิวเตอร์ได้ ก็เพราะ มันช่วยให้ ผู้ใช้สามารถ เข้าถึงข้อมูล แต่ละแถบได้พร้อม ๆ กันทั้งหมด แม้ว่าข้อมูลเหล่านั้น จะถูกจัดเก็บไว้ บนคนละไดรฟ์ก็ตาม หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ มันช่วยให้มีความเร็วเพิ่มมากขึ้น ในการเข้าถึงข้อมูล เพราะ แทนที่ จะต้องอาศัยฮาร์ดดิสก์ (หรือไดรฟ์) เพียงตัวเดียว ในการระบายข้อมูล ซึ่งอาจทำให้ เกิดการทะลักและติดขัด ของข้อมูลได้ แต่ระบบระบบ RAID 0 นี้ จะสามารถทำให้ ข้อมูลถูกกระจายออกมา จากไดรฟ์ทุกไดรฟ์ ในระบบอย่างพร้อมเพรียงกัน จึงสามารถ เพิ่มความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ได้มากขึ้นหลายเท่าตัว อย่างไรก็ตาม ระบบ RAID 0 นี้ ก็มีข้อเสียตรงที่ว่า มันไม่สามารถ รับประกันได้ว่า ข้อมูลของคุณจะสูญเสียไปหรือไม่ หากเกิดความผิดพลาดหรือขัดข้องขึ้นในระหว่างการทำงาน เนื่องจาก มันไม่มีการก็อปปี้ข้อมูลเก็บไว้อย่างในระบบ RAID อื่น ๆที่เราจะกล่าวถึงในลำดับต่อไป อย่างไรก็ตาม ระบบ RAID ระดับ 0 นี้ มีข้อเสียในเรื่องของ การป้องกันความเสียหาย เนื่องจากมันจะเพิ่มความเสี่ยง ของโอกาสข้อมูลสูญเสียไป นั่นเพราะว่า มันจะไม่มี พื้นที่ไว้สำหรับ การเขียนข้อมูลซ้ำๆ กัน ( หรือการสำรองข้อมูล ) ถ้าหาก Drive หนึ่งทำงานไม่ได้ นั่นหมายความว่า ไม่มีทางที่จะเรียกชุดข้อมูล ที่ถูกแยกเก็บไปแต่ละ drive นั้นออกมาได้เลย ซึ่งแตกต่างกับ รูปแบบการทำงาน ของ RAID ระดับอื่นๆ ที่เราจะกล่าวต่อไป    
     
RAID ระดับ 1



ภาพแสดง RAID 1 MIRRORING

     
   
          มีรูปแบบการทำงาน ที่เรียกว่า "disc mirroring" ซึ่งสามารถ ปกป้องข้อมูล และแก้ไขข้อบกพร่อง เมื่อระบบเกิดปัญหา ได้ดีกว่าระบบ RAID 0 นอกจากนั้น ระบบ RAID 1 นี้ ยังมีความสามารถ ในการอ่านข้อมูลดีกว่า ระบบ RAID 0 ด้วย ในการทำงานของระบบ RAID 1 นี้ แต่ด้วยประสิทธิภาพ ที่เพิ่มขึ้น และความสามารถ ในด้านปกป้องปัญหาที่เข้ามานี้ คุณก็ต้องแลกมาด้วย เนื้อที่จัดเก็บข้อมูล ที่อาจจะลดน้อยลงไป ในการตั้งการทำงานของ RAID ระดับ 1 นี้ โปรแกรมจัดการการทำงาน จะสั่งให้ตัวควบคุมระบบ ทำการจัดเก็บข้อมูล สำรอง ข้ามไปตาม Drive ย่อยๆ ภายในระบบ RAID ของคุณ ( ภายใต้ Drive เสมือน 1 Drive จะประกอบไปด้วยตัวฮาร์ดดิสก์ย่อยๆ หลายตัวทำงานร่วมกัน ) ซึ่งเราอธิบายเพิ่มเติมได้ว่า ด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน มันจะถูกทำการบันทึกซ้ำ ไปตาม Drive ต่างๆ ภายในระบบของคุณ และด้วยเหตุนี้นี่เอง เมื่อเกิดกรณี ข้อมูลใน drive หนึ่งๆ สูญหาย คุณก็ยังพอมีทาง ที่จะกู้ข้อมูล ที่ทำการบันทึกซ้ำไว้ ที่ Drive อีกตัว กลับคืนมาได้ นอกจากนี้ ในการตั้งการทำงาน ของ RAID ระดับ 1 นี้ ยังสามารถกำหนดชุดของ Mirror set ให้มีมากกว่า 1 set ก็เป็นได้ อีกทั้ง แต่ละ Mirror set คุณยังสามารถ กำหนดขนาดความจุ ให้แตกต่างกันไปอีกด้วย ในขณะที่ความสามารถ ในการอ่านข้อมูล ก็สามารถเพิ่มขึ้นได้ ด้วยการที่ระบบ การบันทึกข้อมูลซ้ำนี้ จะกระจายการบันทึกข้อมูล ไปตาม Drive ย่อยๆ ภายในระบบ ซึ่งก็ทำให้ เมื่อมีการร้องขอข้อมูลมา จะช่วยลดปัญหา ความคับคั่ง ของการเขียนอ่านข้อมูล ที่อาจจะเกิดขึ้น หากมีการบันทึกข้อมูลนั้นๆ รวมอยู่บน Drive เดียวกัน ซึ่งเราอธิบายเพิ่มเติมได้ ด้วยการมี 3 คำร้องขอ ที่เรียกเข้ามายังระบบ โดยที่ คำร้องที่ 1 จะถูกเรียกไปอ่านที่ block 0 คำร้องที่ 2 จะถูกเรียกอ่านที่ block 1 ในขณะที่คำร้องที่ 3 จะถูกเรียกอ่านที่ block 2 นั่นหมายความว่า แต่ละ block ก็เปรียบเสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์แต่ละตัว ที่ทำงานอยู่ภายใต้ระบบ RAID ( ที่รวม ฮาร์ดดิสก์หลายๆ ตัวนี้ให้เป็น Drive เพียง Drive หนึ่งเท่านั้น ) มันจึงสามารถ อ่านข้อมูลได้อย่างอิสระต่อกัน ซึ่งช่วยลดภาระ และลดเวลาในการเข้าถึงข้อมูล ได้เป็นอย่างดี    
     
RAID ระดับ 2

   
          ในระดับนี้ จะไม่พบมีการใช้งาน ในทางธุรกิจทั่วไปนัก แต่จุดเด่นของระดับนี้นั่นคือ ความสามารถ ในการปกป้องข้อมูล ที่เหนือกว่าระดับอื่นๆ ด้วยการสร้างระบบ Fault tolerance ภายใต้ชุดคำสั่ง error correction code ( ECC ) ซึ่งเราจะพบการทำงานเช่นนี้ อยู่ในโมเด็ม หรืออุปกรณ์หน่วยความจำแบบ Solid state ทั้งนี้ ชุดคำสั่ง ECC จะสร้างตารางที่ประกอบไปด้วย สูตรตัวเลขเพื่อใช้ในการ จุดเก็บข้อมูล ลงบนแต่ละ block ภายใต้ Drive เสมือน ซึ่งเรามักจะเรียกสูตรนี้ว่า checksum โดยที่จะมีการเติมค่า checksum นี้ต่อท้ายแต่ละชุดข้อมูล เพื่อทำการระบุตัวตน และช่วยในการรวบรวมข้อมูล เมื่อมีความต้องการอ่านเกิดขึ้น เมื่อมีการ เรียกอ่านข้อมูลจาก Drive ระบบจะทำการประมวลผล ตัวเลขค่า Checksum นี้ ทำการเปรียบเทียบกับค่า ECC ที่ถูกตั้งสูตรเอาไว้ตามตาราง หากตัวเลขตรงกัน ชุดข้อมูลนั้นจะถูกอ่านขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ แต่หากตัวเลขไม่ต้องกัน ข้อมูลที่สูญหาย จะถูกคำนวณขึ้นใหม่ ด้วยการใช้ค่า checksum ที่อยู่ก่อนหน้า และถัดไป เป็นชุดอ้างอิง เพื่อทำการกู้ข้อมูลขึ้นมา    
     
RAID ระดับ 3



ภาพแสดง RAID 3
   
          เป็นการประยุกต์รูปแบบมาจาก RAID ระดับ 0 ซึ่งมีความสามารถ ด้านความจุและความสามารถ ในการเขียนอ่าน อย่างน่าทึ่ง แต่ก็ยังคงไว้ซึ่ง ความสามารถ ในด้านปกป้องความเสียหาย หรือ Fault Tolerance ไว้อีกด้วย โดยที่ มันได้ใช้ประโยชน์ จากเทคนิค จัดเก็บข้อมูล แบบแถบข้อมูล จาก RAID ระดับ 0 โดยจะทำการบันทึก แต่ละแถบข้อมูล ไปตาม Drive ย่อยๆ ภายใต้ระบบ RAID แต่จะยกเว้นไว้ 1 Drive เอาไว้เพื่อจัดเก็บค่าข้อมูล ต่างๆ เอาไว้ เพื่อใช้ในการเรียกใช้ข้อมูลขึ้นมา ซึ่ง Drive ที่จัดเก็บค่าข้อมูลนี้ จะถูกแบ่งเป็นแถบข้อมูล เช่นเดียวกัน โดยค่าข้อมูลแต่ละแถบนี้ จะบันทึกค่าข้อมูล ในการจัดเก็บข้อมูลหลัก ที่กระจายไปตามแต่ละ Drive ซึ่งค่าที่จัดเก็บนี้ จะเป็นค่าของข้อมูลที่ว่า อ่านข้อมูลจากที่ใด หรือเป็นการเขียนข้อมูล ลงไปที่ใด ซึ่งด้วยวิธีนี้ จะช่วยให้ ในกรณีที่ข้อมูล เกิดปัญหา หรือเกิดสูญหายไป จะยังสามารถ กู้ข้อมูลกลับ โดยใช้ค่าข้อมูล ที่เก็บเอาไว้ Drive พิเศษ เป็นค่าอ้างอิง    
     
RAID ระดับ 4

   
          RAID มีแนวคิด ที่คล้ายคลึงกับ RAID ระดับ 3 แต่จะเน้นความสำคัญ ไปที่ประสิทธิภาพ การทำงานของ application ที่ต่างกันไป ตัวอย่างเช่น โปรแกรม Database TP ที่ต้องเกี่ยวข้องกับ ไฟล์ขนาดใหญ่ ที่มีความต่อเนื่องกัน และยังมีอีกความต่าง นั่นคือ ระดับความลึกของแถบข้อมูล ที่ RAID ระดับ 4 จะมีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งโดยปกติ ขนาดในระดับ 2 block ซึ่งจะช่วยให้ โปรแกรมจัดการ RAID สามารถทำงานร่วมกับ disc แต่ละตัว ได้อย่างเป็นอิสระต่อกัน มากกว่า RAID ระดับ 3 ซึ่งจะช่วยให้ กาจัดเก็บข้อมูล และการเรียกอ่านข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ สามารถทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะตามมา จากการใช้งาน RAID ระดับ 4 นั้นก็คือ ปัญหาการติดขัดของข้อมูล ใน Drive ที่ใช้ในการจัดเก็บ ค่า parity เอาไว้ ซึ่งต้องการหลักการทำงาน ที่ยุ่งยากกว่ากันมาก และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ RAID ระดับนี้ ไม่ได้รับความนิยม มากนัก
   
     
RAID ระดับ 5



ภาพแสดง RAID 5
   
          ที่ระดับนี้ ถือเป็นระดับที่ใช้งานกันมากที่สุด โดยจะทำการ แก้ปัญหา การติดขัดในการเขียนข้อมูล ที่เกิดขึ้นใน RAID ระดับ 4 ด้วยการกระจาย แถบของค่าข้อมูล ( parity ) ไปตาม Drive ย่อยๆ ต่างๆ ซึ่งด้วยวิธีนี้ จะช่วยบรรเทา การทำงานที่มุ่งไปที่ Drive ใด Drive หนึ่งเพียงตัวเดียว จึงช่วยเพิ่มความสามารถ ของระบบโดยรวม ได้มากยิ่งขึ้น โดยวิธี ที่ RAID ระดับนี้ช่วยลดปัญหา การติดขัด ในการเขียนข้อมูล parity นั้น เป็นวิธีพื้นฐาน โดยแทนที่ จะยอมให้ เพียง Drive ตัวใดตัวหนึ่ง ทำการสันนิษฐาน ความเสี่ยง ของปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ก็จัดการให้ทุกๆ Drive ที่อยู่ภายในระบ RAID ทำการสันนิษฐาน เพื่อทำการจัดเก็บค่าของข้อมูล กระจายไปตามแต่ละ Drive และด้วยวิธีง่ายๆ นี้เอง ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ได้อย่างน่าทึ่ง    
     
RAID ระดับอื่นๆ

   
           นอกจาก ระดับมาตรฐานทั้ง 5 ระดับข้างต้น ยังมีระดับย่อยๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเกิดขึ้น ตามความต้องการ ที่แตกต่างกันออกไป จึงต้องมีการ ออกแบบระบบ RAID เพื่อตอบสนอง ความต้องการที่เกิดขึ้นนี้ โดยมีตัวอย่างเช่น RAID ระดับ 6, จะให้ความสำคัญ กับความป้องกันความเสียหาย ในระดับสูงมากๆ RAID ระดับ 10 (หรือที่รู้จักกัน ในนามของ RAID ระดับ 0 & 1), จะพุ่งเป้าไปที่ ความสามารถ ในด้าน input / output และการปกป้องความเสียหาย RAID ระดับ 53, จะเป็นส่วนผสมของ RAID ระดับ 0 และ 3 เพื่อความสามารถ ในการเขียนและอ่านข้อมูล อย่างไรก็ตาม คุณยังสามารถ ออกแบบระบบ RAID เพื่อตอบสนอง การทำงานที่เฉพาะเจาะจง ของคุณเองได้ ซึ่งด้วยศักยภาพ และความยืดหยุ่น ที่มีอยู่ ในการออกแบบ RAID นี้ จะช่วยให้คุณ พบทางออก ที่ตรงตามความต้องการ    
     
ประโยชน์จาก RAID

   
          เอื้อประโยชน์ในการรวมเอาพื้นที่จากฮาร์ดดิสก์หลายๆ ตัวเข้ารวมกันเป็น "ก้อน" ก้อนเดียว ใช้ประโยชน์จากการ "เข้าถึง" ของฮาร์ดดิสก์แต่ละตัว ซึ่งหมายถึง จะแบ่งข้อมูลออกเป็นบล๊อคย่อยๆ แล้วแยกกันไปเขียน (อ่าน) ลงบนฮาร์ดดิสก์แต่ละตัว ทำให้ย่นระยะเวลาทำงาน และลดระยะเวลาคอย (Wait State) มีระบบ "เผื่อเสีย" โดยการทำ "Mirroring" หรือ Parity คือ ถ้าตัวหนึ่งเสีย อีกสลับตัวที่สำรองไว้ขึ้นมาทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบนั้นจะคงทนต่อความเสียหาย ระบบดำเนินการต่อไปได้ โดยไม่ต้องถูกขัดจังหวะจากการเสียเวลาซ่อมแซม พูดง่ายๆ ฝรั่งเขาว่า disk access will still continue normally with the failure transparent to the host system คือ การใช้งานดิสก์ยังคงเกิดขึ้นอย่างปกติ ตัวที่เสีย ระบบคอมพิวเตอร์ก็จะมองผ่านไปส่วนประกอบของ RAID RAID Controller ตัวควบคุมระบบ RAID นั้นใช้ได้ทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ หรือใช้รวมกันก็ได้ ซอฟต์แวร์เช่น Windows NT 4.0 สนับสนุน RAID ระดับ 0 ,1 (Striping , Mirroring) และฮาร์ดแวร์จากผู้ผลิตรายต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากหลากหลาย เช่น Asustek , Adaptec , DCT ,MTI ซึ่งฮาร์ดแวร์เหล่านั้นมีราคาอยู่ในระหว่างสองหมื่นถึงเป็นล้านบาท กรณีใช้ซอฟต์แวร์เป็น RAID Controller จะมีข้อจำกัดคือ ระดับที่สนับสนุน คือ 0, 1 (Striping , Mirroring) นั้นยังไม่ครอบคลุมระดับ Data Protection ในเรื่องของพาริตี้ ซึ่งมีใน RAID ระดับ 3,5 และใช้กำลังจากโปรเซสเซอร์ ทำให้โปรเซสเซอร์มีเวลาจะไปประมวลผลงานอื่นๆ น้อยลง การใช้ซอฟต์แวร์ควบคุม มีข้อดีคือ ราคาถูกกว่า ไม่ต้องการอุปกรณ์เพิ่มเติมมากนัก ส่วนฮาร์ดแวร์ โดยมากจะได้รับการออกแบบที่ดี แต่ฮาร์ดแวร์ก็มีข้อแตกต่างระหว่างยี่ห้อต่างๆ คือ ประสิทธิภาพในการทำงานแตกต่างกันออกไป การติดตั้งยากกว่าซอฟต์แวร์ควบคุม และราคาการลงทุนค่อนข้างสูงกว่า เพราะต้องการอุปกรณ์เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดดิสก์ เคสสำหรับฮาร์ดดิสก์ โดยเฉพาะระบบ "Hot Swap" แต่ผลของการลงทุนก็คุ้มค่า (เกี่ยวกับ Hardware RAID Controller ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก รู้จักกับ Raid Controller) ฮาร์ดดิสก์ที่นำมาต่อเป็น Array (Physical Drive) คือฮาร์ดดิสก์ที่นำมาต่อเข้าเพื่อใช้กับระบบที่จะใช้ RAID จำนวนของฮาร์ดดิสก์นั้น ขึ้นอยู่กับระดับของ RAID ที่เลือกใช้งาน ไดรฟ์อะไหล่ (Spare Drive) เป็นฮาร์ดดิสก์ที่นำมาติดตั้งไว้เป็น "อะไหล่" เผื่อว่าฮาร์ดดิสก์ตัวอื่นๆ ที่ใช้ในระบบ RAID เกิดชำรุดเสียหาย โดยปกติเมื่อไดรฟ์ตัวใดตัวหนึ่งในระบบเกิดเสียหาย ไดรฟ์ที่เป็น "อะไหล่" จะถูกสลับเข้าไปใช้งานแทนที่โดยอัตโนมัติทันที    
     
ไดรฟ์ชำรุด (Failed Drive)

   
          ฮาร์ดดิสก์ที่ชำรุดเสียหาย เช่นมี Bad Sector หรือตัวระบบกลไกการทำงานเสียหาย หรือไม่ตอบสนองต่อการทำงานของ Host SCSI ไดรฟ์พวกนี้ถือเป็น "ไดรฟ์ชำรุด" จะต้องเอาออกและเปลี่ยนไดรฟ์ดีเข้าไปใหม่ ไดรฟ์ตรรกะ (Logical Drive) เหมือนกับระบบดอสธรรมดา คือ ไม่ใช่ไดรฟ์จริง เป็นเพียงไดรฟ์สมมุติ แต่ใน RAID ไดรฟ์ตรรกะนั้น เกิดจากการรวมเอาไดรฟ์อื่นๆ มารวมกัน ให้เกิดความจุสูงขึ้น    
     
Logical Volume

   
          ไม่อยากแปลเป็นไทย เอาเป็นแบบเดิม คงความหมายดีกว่า เมื่อต้องการ "ก้อน" ของฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุมากขึ้น ทำได้โดยการนำเอา "Logical Drive" มารวมเข้าด้วยกันเป็น Logical Volume นั้นเอง การจัดการ RAID เมื่อกล่าวถึงการจัดการ RAID ก็เสมือนว่าเรากำลังคุยกันเกี่ยวกับเทคโนโลยี "การจัดเก็บข้อมูล" หรือ Storage Technology ซึ่งมีสองส่วนด้วยกันคือ การเลือกระดับของ RAID ที่เหมาะสมกับการใช้งาน และการจัดการกับไดรฟ์ที่เสียหาย    
     
การเลือกระดับ RAID ที่เหมาะสม

   
          RAID แต่ละระดับมีความเหมาะสมเกี่ยวกับการใช้งาน และความต้องการฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดดิสก์แตกต่างกัน ดูอ้างอิงได้จากระดับของ RAID ซึ่งกล่าวไว้คร่าวๆ เกี่ยวกับระดับของ RAID และการใช้งาน การจัดการไดรฟ์เสีย การจัดการกับไดรฟ์เสีย ไม่ได้หมายถึงว่า ฮาร์ดดิสก์เสียแล้ว ถึงค่อยคิดว่า จะจัดการอย่างไร แต่หมายถึง จะทำอย่างไรกับ "ระบบเผื่อเสีย" หาฮาร์ดดิสก์มา Standby หรือเปิดไว้รอ เหมือนเตรียมยางรถยนต์อะไหล่ติดไว้ที่ท้ายรถ? อะไหล่หรือ Spare นี่เป็นของ "เผื่อเสีย" แน่นอน คิดอยากมีระบบ "เผื่อเสีย" ก็ต้องลงทุนบ้าง สำหรับ RAID ก็เช่นเดียวกัน ต้องลงทุนซื้อไดรฟ์มาไว้ เรียกว่าเป็น Spare Drive ซึ่งมีทั้ง Global Spare Drive และ Local Spare Drive เป็นสองกลุ่ม ความแตกต่างคือ Local Spare Drive จะเป็นอะไหล่สำหรับ Local Drive เพียงตัวเดียว (แยกให้ออกนะครับ Local Drive ตัวเดียวหมายถึง 1 "ก้อน" หรือ 1 Volume ซึ่งจะรวมได้หลายๆ Physical Drive เพราะ Local Drive ในระบบเครือข่าย แตกต่างจาก Local Drive ของพวกเครื่องพีซี) แต่ Global Spare Drive นั้นเป็นอะไหล่สำรองสำหรับ Local Drive 2 ก้อนขึ้นไป การระบุว่าไดรฟ์ไหนเสีย และการวิเคราะห์อาการเสีย เป็นเทคนิคการออกแบบ RAID Controller ที่ผู้ผลิตรายต่างๆ ต่างก็แข่งขันกันพัฒนา เพราะโดยคุณสมบัติการออกแบบฮาร์ดดิสก์แบบ SCSI แล้ว เป็นไปได้ยากที่ RAID Controller จะตรวจสอบว่าไดรฟ์ไหนเสีย แต่ระบบการตรวจสอบที่เกิดจากการพัฒนาร่วมกันของผู้ผลิต RAID และผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ ที่มีชื่อเทคโนโลยีว่า SAF-TE ก็ทำให้การวิเคราะห์ และวินิจฉัยอาการเสียของฮาร์ดดิสก์เป็นไปได้ง่ายขึ้น การจัดการกับไดรฟ์เสีย ยังมีระบบสนับสนุนหรืออำนวยความสะดวก ซึ่งทำงานสอดคล้องกับระบบ RAID Controller อีกส่วนหนึ่งคือ Hot Plug Drive, Hot Swap Drive Bay ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์โดยอไม่ต้องปิดสวิตช์คอมพิวเตอร์ก่อน และเมื่อเปลี่ยนแล้วนอกจากสามารถใช้งานได้ทันทีแล้ว หากใช้ระบบ RAID ก็สามารถ "Rebuild" คือ สร้างระบบ RAID ในฮาร์ดดิสก์ก้อนใหม่ได้ทันที

 smiley
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า



พันตำรวจโท วีรนิสภ์  รุมแสง ยินดีรับใช้ทุกท่าน ด้วยความเต็มใจ ครับ
adm_tp1
STAFF
ระดับ 5
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1022


เว็บไซต์
Re: RAID คือ อะไร ทำอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ?
« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2005, 16:43:54 »

 afroเยี่ยมไปเลย ครับ พี่
แบบนี้ล่ะที่ผมต้องการ ครับ
อ่าน จบ ไปปฏิบัติได้เลย
สุดยอด มาก ๆ ๆ ครับ
ขอบคุณมาก ครับ พี่
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
v Cop
Moderator
ระดับ 5
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1684


www.policecadet49.com


เว็บไซต์
Re: RAID คือ อะไร ทำอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ?
« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2005, 20:13:54 »

ด้วยความยินดี ครับ

smiley
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า



พันตำรวจโท วีรนิสภ์  รุมแสง ยินดีรับใช้ทุกท่าน ด้วยความเต็มใจ ครับ
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
« previous next »
กระโดดไป:  

เข้าระบบ  สมัครสมาชิกใหม่  เว็บบอร์ด  ห้องภาพ   เกมส์ 

เว็บบอร์ดตำรวจ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ   ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1   กองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 

Thai Jaidee Dot Com  v CopThailand  Police Cadet 49  Saranair Dot Com  Wine Lover Society Cyperusthailand

อัลบั้มภาพใจดี  BCC 138  Police Cadet 49  3sisbedandbreakfast รำพึงเพลส

Powered by MySQL Powered by PHP
© 2005 Modified by v Cop Thailand.
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!